“นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล” ศัลย์ด้วยหัวใจ ความมั่นใจของคนไข้คือความสุข

คอลัมน์ Favourite of The Month “หมอดังนั่งคุย” ประจำเดือนมีนาคม 2562 ได้รับเกียรติจาก นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง และผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงาม โรงพยาบาลบางมด มาแบ่งปันมุมมองดีๆ และความรู้เรื่องศัลยกรรมและความงามเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

คุณหมอเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นหมอมาตั้งแต่เด็ก เพราะซึมซับแบบอย่างจากพ่อแม่ซึ่งเป็นหมอทั้งคู่ จึงตั้งใจสอบเข้าเรียนหมอมากหลังจากจบชั้นมัธยมปลาย โดยสอบได้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากเรียนจบแล้ว ก็ไปใช้ทุนที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโรงพยาบาลทหารผ่านศึก เป็นระยะเวลา 3 ปี จากนั้นสนใจศัลยกรรมความงาม จึงเรียนต่อเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อีก 5 ปี ก่อนมาเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งที่โรงพยาบาลบางมดจนปัจจุบัน

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล
นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล

แม้ตอนนี้ คุณหมอจะรับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมความงาม ก็ยังคงผ่าตัดศัลยกรรมให้กับคนไข้เป็นงานหลัก โดยแบ่งเวลาช่วงหนึ่งให้กับงานบริหารดูแลเรื่องการบริหารทั้งหมด ด้วยหลักการทำงานภายใต้จรรยาบรรณแพทย์ที่คำนึงถึงประโยชน์ของคนไข้มากกว่าธุรกิจ โดยพัฒนาเทคนิคการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ เรียกว่า “บางมดเทคนิค” ด้วยแนวคิดหลัก 4 อย่าง นั่นก็คือ ทำอย่างไรให้ “แผลเล็ก เจ็บน้อย หายเร็ว เป็นธรรมชาติ” ซึ่งสามารถใช้เทคนิคนี้ได้กับการผ่าตัดทุกประเภท อย่างเช่น การทำตา ก็พยายามพัฒนาเทคนิคทำจากด้านใน โดยใช้เลเซอร์ช่วย ทำให้บวมช้ำน้อย ไม่เห็นแผลด้านนอก เพราะฉะนั้นจะไม่มีแผลตอนหลับตา เป็นธรรมชาติ ตรงตามความต้องการของคนไข้มากที่สุด เป็นต้น

คนทำศัลยกรรมไม่ได้ต้องการทำเพื่อความสวยงาม
คนไข้แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ปกติอยู่แล้ว อยากทำให้สวยและมั่นใจขึ้น คนส่วนใหญ่คิดว่าคนไข้เป็นกลุ่มนี้ แต่ไม่ใช่เลย ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ จริงๆ แล้ว กลุ่มใหญ่คือคนที่มีปัญหา มีตั้งแต่ปัญหาภายในจิตใจของเขา ยกตัวอย่างเช่น ผมมีคนไข้คนหนึ่ง เขาต้องการเสริมจมูก ผมก็ถามว่าทำไมเขาถึงอยากเสริมจมูก เขาบอกว่าเพราะเพื่อนกลุ่มเขาเสริมกันหมดเลย เขาก็รู้สึกไม่มั่นใจว่าจมูกเขาไม่สวยเท่าเพื่อนเพราะเพื่อนเสริมกันหมดแล้วมีแฟนกันหมด ผมก็มานั่งตรวจวิเคราะห์เขา ปรากฏว่าโครงสร้างจมูกเขาก็สวยหมดแล้ว ดีหมดแล้ว แต่มันขึ้นอยู่กับความมั่นใจของเขาเฉยๆ ผมก็เลยแนะนำไปว่าตามหลักของแพทย์มันเข้ากับใบหน้าไม่ต้องเสริม บอกแค่นั้นคนไข้ก็เปลี่ยนความคิด

จริงๆความมั่นใจ มันอยู่ที่ว่า “เรามองตัวเองอย่างไร มันไม่เกี่ยวกับคนอื่นมองเราอย่างไร” เพราะว่าเราไม่ได้ไปส่องกระจกทั้งวัน เพราะฉะนั้นเราไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขามองเรายังไง อย่างคนไข้รายนี้ พอผมบอกไปว่าตามหลักการแพทย์แล้วไม่ต้องทำ เขาก็มั่นใจขึ้นเลย ปัญหามันไม่ได้แก้ด้วยการศัลยกรรมทุกอย่าง แต่ปัญหามันแก้ด้วยมุมมองของเขา บางคนควรทำจริงๆ ก็มี เช่น โดนล้อมาตั้งแต่เด็กเลยว่าดั้งแหมบ หรือบางคนผู้ชายทิ้ง เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร แต่แฟนใหม่เขาจมูกโด่ง เขาเลยคิดว่านี่คือปัญหาที่เราสามารถแก้ให้เขาได้จริงๆ พอเราแก้ปุ๊บ เขามองตัวเองดีขึ้น ชีวิตเขาก็ดีขึ้น

ได้รับคัดเลือกจากสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งของอเมริกา
ผมก็ดีใจนะ ปกติสมาคมศัลแพทย์ตกแต่งของอเมริกา เขาจะมีไม่กี่ร้อยคน แล้วเขาก็จะให้คนที่จบหมอสัญชาติอเมริกาเท่านั้น ซึ่งอเมริกันบอร์ดคนไทยน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลย ผมลองสมัครไป เป็น International Membership ให้เฉพาะคนที่ไม่ใช่อเมริกันแต่ว่ามีผลงานที่ดี คัดเลือกผลงานจาก โครงการ “สวยด้วยใจกับโรงพยาบาลบางมด” ที่เราเอาเงินทั้งจากการบริจาคและจากคนไข้ที่ผ่าตัดไปช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ โดยผ่าตัดให้เขาฟรี

ศัลยกรรมตกแต่งมันจะแยกเป็น “ศัลยกรรมความงาม” (Cosmetic) และ “ศัลยกรรมตกแต่ง” (Reconstruction) ส่วนมากคนทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็น Cosmetic ทำให้มันสวยขึ้นอย่างเดียว จริงๆ มันมีอีกแง่มุมหนึ่ง Reconstruction คือคนที่พิการจากอุบัติเหตุ หรือพิการแต่กำเนิด เป็นปากแหว่ง เพดานโหว่ บางคนเป็นแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก บางคนทำงานโดนเครื่องมือตัดมือนิ้วขาด อันนี้ศัลยกรรมตกแต่งสามารถช่วยเขาได้ จากคนที่มีอุบัติเหตุ หรือพิการ

โครงการนี้รักษาให้กับคนที่ด้อยโอกาสจริงๆ ไม่มีสิทธิการรักษาทางการแพทย์ เช่น ชาวเขาซึ่งไม่มีสิทธิรักษา 30 บาท หรืออะไรเลย โดยเริ่มโครงการนี้มา 2-3 ปีแล้ว บางทีเราก็ไปออกหน่วยเคลื่อนที่ พอเราเจอใครมีปัญหา คิดว่ารักษาได้ด้านศัลยกรรมและความงาม เราก็พามารักษา โดยใช้เงินจากกองทุนนี้

“ดึงหน้า” เทรนด์ศัลยกรรมมาแรง
จริงๆ ศัลยกรรม Top 3 ทั่วโลก ก็คือ ตา จมูก หน้าอก เพราะว่า ทำแล้วมันเปลี่ยนแปลงโครงหน้าได้เยอะ เช่น จมูกเป็นจุดเด่นอยู่ตรงกลาง บางคนไม่มีดั้ง พอเสริมมาก็เปลี่ยนได้เยอะ

แต่ถ้าถามว่า อะไรเป็นเทรนด์มาแรงในตอนนี้
ศัลยกรรมดึงหน้า ช่วงนี้มาแรงมาก เพราะว่าพอคนอายุ 40 ขึ้นไป ความหย่อนคล้อยมันมี มันก็มีวิธีรักษาเยอะมากทั้งผ่าตัดและไม่ผ่าตัด สมัยก่อนการผ่าตัดดึงหน้าเขาไม่ค่อยนิยมเพราะว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ กว่าจะผ่าเสร็จทีก็ต้องนอนพักนาน กว่าจะหายเป็นปกติก็นานหลายเดือนเลย เขียวช้ำนาน ถึงมันได้ผลดี คนก็ไม่ค่อยนิยม แล้วแผลก็ยาว การพักฟื้นนาน ที่สำคัญทำแล้ว ไม่เป็นธรรมชาติ แต่การดึงหน้าสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนทำทีครึ่งวัน เดี๋ยวนี้ทำ 2-3 ชั่วโมงเสร็จ เพราะฉะนั้นทำได้เร็วขึ้น เทคนิคดีขึ้น การพักฟื้นก็เร็วขึ้น จากที่เดือนสองเดือนก็เป็นสัปดาห์สองสัปดาห์ก็เริ่มเข้าที่ การบวมช้ำน้อยลง แล้วเทคนิคก็เปลี่ยนไป ทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้น

ทำแล้วติดใจ อยากทำเพิ่ม ไม่เรียก “เสพติดศัลยกรรม”
ผมจะไม่เรียกเสพติด (ศัลยกรรม) สำหรับผมจะคิดว่า “คนไข้เขาไม่เข้าใจ” คือบางทีเขาได้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงตามหลักการแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาว่าทำทั้งหน้า เสียเงินไปเป็นล้าน ทำที่เกาหลี ได้ผลดี เขาไม่เข้าใจ ก็คิดแค่ว่าอยากสวยก็ต้องทำเยอะ พอมีเงินเท่าไหร่เขาก็จะทำ เพราะฉะนั้นเราต้องปรับที่ความเข้าใจเขา

“ยิ่งทำน้อยยิ่งปลอดภัย” หลักการศัลยกรรมที่ปลอดภัย
ผมมีหลักการว่าเราจะทำศัลยกรรมต้องทำให้ปลอดภัยก่อน แน่นอน “ยิ่งทำน้อย ยิ่งปลอดภัย” มีหลายคนเลยมาปรึกษาผม อยากทำทั้งหน้า บางคนอยากทำ 6-7 อย่างทั้งหน้า ผมจะบอกเลยว่า จริงๆ ส่วนที่ควรทำมีกี่จุด ซึ่งมี 1-2 จุดเอง ผมก็แนะนำให้ทำแค่นั้น ส่วนมากคนไข้ 90% พอเชื่อตามที่แนะนำ ใบหน้าเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดี ก็เสียเงินน้อยลง ผลแทรกซ้อนก็น้อยลง ตรงปัญหาเขาพอดี “ยิ่งทำน้อยยิ่งปลอดภัย” อันนี้เป็นหลักการที่ผมใช้เสมอ

คนไข้ที่มาปรึกษาผม ผมไม่ได้อยากให้ทำทุกคน
ผมอยากให้เขาได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เขาจะทำที่ไหนก็ได้ แต่เราจะบอกเขาว่าถ้าคุณจะทำ มันมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วคุณจำเป็นต้องทำไหม คนไข้มีสิทธิเลือก เขาอาจจะไปปรึกษาหลายๆ ที่ก็ได้ หมอคนอื่นอาจจะแนะนำทำทั้งหมดก็ได้ ก็แล้วแต่เขา แต่สำหรับผม ผมก็ยึดหลักการนี้ แต่ถ้าเขาไม่ทำจริงๆ ก็ไม่เป็นไร ขอให้เขาได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่เราอธิบายไป

ศัลยกรรมความงามไม่ใช่ธุรกิจ
อยากให้คิดว่า ถ้าเราจะทำศัลยกรรมความงาม อยากให้นึกว่า มันไม่ใช่ธุรกิจ มันเป็นการรักษาทางการแพทย์ เราจะต้องให้ข้อมูลกับคนไข้ตามความเป็นจริง ตามหลักการแพทย์ ข้อดีข้อเสียอย่างไร มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนมากน้อยแค่ไหน รักษาอย่างไร

แก่นแท้ของการทำศัลยกรรมความงาม มันไม่ใช่ธุรกิจ มันเป็นการรักษา ถ้าเราถือว่าเราเป็นพยาบาล เป็นหมอ เราจะรู้เลยว่า คนไข้เกินครึ่งนะ เขามีปัญหาจริงๆ เช่น จมูกเขาหัก เขาอยากจะเสริมจมูก หรือใบหน้าหย่อยคล้อย ไม่ใช่เขาอยากทำให้ดูดีขึ้นนะ แต่เขาโดนคนล้อมาตลอดว่าเป็นคนหน้าแก่ มันฝังใจเขา

ถ้าเรามองว่า มันเป็นการรักษาทางการแพทย์ การพัฒนาของเรามันจะยั่งยืนขึ้น เราไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่น ไม่ต้องพยายามเปิดให้มีการโฆษณาเยอะๆ ให้คนต่างประเทศและกรุ๊ปทัวร์มา มันไม่จำเป็นขนาดนั้น เราทำตามวิธีที่มันถูกต้อง แล้วมันจะอยู่ได้ยาวนาน

เกร็ดน่ารู้
1. หลักการเสริมจมูกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี
> เสริมอย่างไรให้ได้สัดส่วนใบหน้า เช่น ความสูงของจมูกให้ได้สัดส่วนความยาวของหน้าผาก คิ้วถึงจมูก คิ้วถึงคาง สัดส่วนต้องเท่ากัน ปีกจมูกต้องกว้างไม่เกินหัวคิ้ว
> ให้เข้ากับโครงหน้าส่วนอื่น เช่น โหนกแก้มสูง ถ้าเสริมไม่สูงก็จะไม่เด่น มันก็ไม่รับกัน ต้องเสริมให้เข้ากับใบหน้าส่วนอื่นของใบหน้าด้วย เข้ากับหน้าผากด้วย คนที่หน้าผากยุบลงไปจะไปเสริมให้สูงก็ไม่ได้ ลอย ไม่เป็นธรรมชาติ
> ต้องเข้ากับความชอบของเขาด้วย ต้องถามด้วยสไตล์เขาเป็นอย่างไร เราไม่ต้องไปทำทรงเดียวกันหมด ต้องดูสไตล์และอาชีพของเขาด้วย

2. หลักคิดสำหรับคนจะทำศัลยกรรม “ทำอย่างไร ให้ปลอดภัย”
> ยิ่งทำน้อย ยิ่งปลอดภัย
ยิ่งทำน้อย ผลแทรกซ้อนก็น้อย ดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น
> ยิ่งพอดี ยิ่งปลอดภัย
อย่าทำอะไรที่มันฝืนร่างกายเกินไป
> ยิ่งเลือกเป็น ยิ่งปลอดภัย
รู้จักเลือกหมอจบเฉพาะทาง สถานพยาบาล โรงพยาบาล คลินิกที่ได้มาตรฐาน
รู้จักเลือกรับข้อมูลที่เป็นข้อมูลตรง ไม่รับข้อมูลที่ชวนเชื่อมากเกินไป

สถานที่ศัลยกรรมใกล้ๆ คุณ

{{ clinic.title }} (ระยะทางจากคุณตอนนี้ {{ clinic.distance }} km)

{{ clinic.excerpt }}
{{ clinic.address }}
loading...
Loading...

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

“ดูดไขมันแบบ Smart Lipo” ปลอดภัย ไม่น่ากลัว

TheMirror.Co

คิ้วสไลด์ เรื่องคิ้วคิ้วท์ ที่ไม่ควรพลาด

TheMirror.Co

8 อาชีพ ยอดนิยม ศัลยกรรมเสริมบุคลิกภาพ

TheMirror.Co

Leave a Comment