จริงไหม?! ศัลยกรรม “ปลูกผม” หยุดผมร่วงถาวร

หลายคนคงประสบปัญหาผมร่วงบางกลางศีรษะ บางคนเปลี่ยนแชมพูสระผมหลากหลายยี่ห้อก็แล้ว บ้างใช้สมุนไพร หรือยาใส่เพื่อแก้ปัญหาก็แล้ว แต่ยังไม่สามารถฟื้นฟูสภาพผมที่ร่วงจนบางให้กลับมาดกดำได้ดังเดิม
วันนี้ MT มีวิธีมาแนะนำ นั่นก็คือ “การศัลยกรรมปลูกผม” ที่จะสามารถแก้ปัญหาผมร่วงบางได้ดีเลยทีเดียว หากใครยังสงสัยว่า การศัลยกรรมปลูกผมคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไร ปลูกแล้วจะเหมือนผมจริงหรือไม่ วันนี้มาฟังกันค่ะ

การศัลยกรรมปลูกผมคือ การย้ายรากผมจากส่วนที่แข็งแรงเอามาปลูกทดแทนในส่วนที่ไม่มี หรือขึ้นน้อย โดยรากผมที่นำมาใช้ปลูก ส่วนมากมาจากท้ายทอย เนื่องจากรากผมบริเวณนี้จะมีความแข็งแรงมากและมีอายุยืนกว่าผมที่อยู่กลางศีรษะ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ ยังขาดข้อมูลและไม่กล้าเข้ามารับการรักษาเพราะกลัวว่า ผมที่ปลูกใหม่จะไม่อยู่แบบถาวร

จากหลักวิชาการอาจจะได้ผลแบบถาวร หรือไม่ถาวร เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะปกติรากผมที่นำมาจากท้ายทอยจะเป็นผมที่ทนทานและไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่า DHT  ( Dihydrotestosterone ) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผมร่วงศีรษะล้านจากพันธุกรรม

ดังนั้นเมื่อไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า ก็จะมีอายุยืนยาวตามปกติของรากผม จนกลายเป็นผมถาวร เพราะปกติรากผมคนเราจะมีวงจรชีวิตที่จะต้องเข้าสู่ระยะพักทุก 6 ถึง 10 ปี ประมาณ 20 รอบ

หมายความว่ารากที่แข็งแรงตามปกติจะต้องมีอายุประมาณ 120 ถึง 200 ปี ทั้งนี้ แต่ละรอบวงจร ขนาดอาจจะเล็กลงไปบ้าง ซึ่งจะเห็นว่า ผมเส้นเล็กลงบ้างตามวัยที่สูงขึ้น ผมจากท้ายทอยที่ย้ายมาปลูก ก็จะมีอายุตามนั้น เราอาจจะเรียกว่าเป็นผมถาวรก็ย่อมได้ เพราะมันอยู่นานเกินกว่าอายุขัยของคนเราเสียอีก

ส่วนกรณีที่ศัลยกรรมปลูกผมแล้วอยู่ไม่ถาวร หรือร่วงหาย เกิดจากสาเหตุใด
1.วงจรชีวิตของรากผมในคนๆ นั้นมีระยะสั้น มักเกิดจากความเครียด หรือความกดดัน เช่น เจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงเป็นประจำ หรือมีภาวะเครียด ซึ่งทำให้วงจรชีวิตรากผมหมุนเร็วขึ้น จากที่เคยมีอายุ 6 ถึง 10 ปี ก็ลดลงเป็น 2-3 ปี แต่กว่าจะบาง หรือร่วงไป ก็มักจะเป็นช่วงอายุที่มากแล้ว

2.การปลูกผมทำไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดจากแพทย์ผู้ให้บริการไม่มีความรู้และประสบการณ์มากเพียงพอ ทำให้การเลือกรากผมที่จะนำมาปลูกเกิดความผิดพลาด เช่น เลือกรากผมที่มาจากตำแหน่งที่ไม่ใช่ผมถาวรตามมาตรฐาน พอเวลาผ่านไป ผมเหล่านี้จึงร่วงไปตามพันธุกรรมที่อ่อนแอ ผลการรักษาจึงไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

การศัลยกรรมปลูกผม ไม่ต้องผ่าตัดจริงไหม?
การศัลยกรรมปลูกผมย้ายรากถือเป็นการผ่าตัดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแบบกรีด หรือการปลูกผมแบบเจาะ FUT หรือ FUE ต่างก็ใช้คำว่า Surgery ซึ่งหมายถึง การผ่าตัดเหมือนกัน ดังนั้นการโฆษณาชวนเชื่อว่า ไม่ใช่การผ่าตัด จึงไม่เป็นความจริง

การศัลยกรรมปลูกผมทำได้ 2 เทคนิค ดังนี้
1.เทคนิคการปลูกผมแบบผ่าตัดกรีด หรือ FUT (Follicular Unit Transplantation) เป็นการผ่าตัดแบบมาตรฐาน โดยจะตัดชิ้นเนื้อตามแนวขวางทางด้านท้ายทอยออก เพื่อนำไปแยกเซลล์รากผม แผลที่กรีดออกจะถูกเย็บปิดกลายเป็นแผลเป็นเส้นบางๆ สามารถไว้ผมยาวลงมาปิดได้

2.เทคนิคการปลูกผมแบบผ่าตัดเจาะ หรือ FUE  (follicular unit extraction) เป็นการผ่าตัดโดยใช้เครื่องมือเฉพาะ เจาะเอารากผมออกมาทีละ unit เป็นวิธีที่เกิดแผลเป็นน้อย เจ็บน้อย พักฟื้นเร็ว ขนาดแผลเล็กเท่ากับรูขุมขน จึงสามารถซ่อนแผลได้ง่าย แม้ไว้ผมตัดสั้น เหมาะกับผู้กลัวเจ็บและต้องการไว้ผมโกนสั้น

ปลูกผมแบบ FUE ดีกว่า FUT แบบเจาะดีกว่าแบบผ่าตัดจริงไหม?
แพทย์ผู้เชียวชาญบอกว่า ไม่เป็นความจริงเสมอไป จริงๆ แล้วการทำ FUE หรือการเจาะ มีพื้นที่แผลเปิดมากกว่าเทคนิคการปลูกผม FUT ที่เย็บปิดแผลอย่างเรียบร้อยด้วยซ้ำ แต่โอกาสเกิดสภาวะแทรกซ้อนทั้งการติดเชื้อ เสียเลือด ผมร่วง เพราะขาดเลือด อาจจะมากกว่าวิธีปลูกผมแบบ FUT รากผมที่ได้จากวิธีผ่าตัดจะมีอายุขัยยืนยาวกว่ารากผมจาก FUE

หากเป็นแพทย์ที่ผ่าตัดปลูกผมอย่างจริงจังจะสามารถบอกถึงข้อดีและข้อเสียได้ บางกรณีคนไข้อาจจะเหมาะกับวิธีดั้งเดิมมากกว่า โดยเฉพาะคนที่มีศีรษะล้านเป็นบริเวณกว้าง แพทย์ที่มีประสบการณ์การผ่าตัดทั้ง 2 แบบ ย่อมสามารถให้ข้อมูลเปรียบเทียบที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะการที่ไม่มีใจโอนเอียงไปทางเทคนิคด้านใดด้านหนึ่ง จึงสามารถคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนไข้เป็นหลัก ถ้าพื้นฐานไม่ใช่หมอผ่าตัดก็จะไม่สามารถทำการปลูกผมด้วยเทคนิค FUT ได้ จึงมักสนับสนุนให้เจาะ หรือแนะนำการปลูกผม FUE เท่านั้น ทั้งที่คนไข้อาจจะไม่เหมาะสมกับเทคนิคดังกล่าว

การผ่าตัดย้ายเซลล์รากผมนั้นมีมานานมากกว่า 40 ปีแล้ว คนไข้ที่ได้เคยทำการผ่าตัดในยุคแรกๆเมื่อติดตามการรักษาก็ยังพบว่า ผมที่ปลูกนั้นยังแข็งแรงดี มีแต่ผมตามธรรมชาติที่อ่อนแอทางพันธุกรรมเท่านั้นที่ร่วงหายไป

ดังนั้น การทำศัลยกรรมปลูกผมควรทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้รับใบอนุญาต หรือประกาศนียบัตรที่ถูกต้อง รวมทั้งควรหาโอกาสปรึกษาแพทย์ด้วยตัวเอง

ครั้งหน้า MT จะมีเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟังอีกบ้างนั้น รอติดตามกันค่ะ เดี๋ยว MT จะมาเล่าให้ฟัง

ข้อมูลอ้างอิง
www.si.mahidol.ac.th
www.bbc.com/thai
www.amprohealth.com
ศัลยา คงสมบูรณ์เวช. บำบัดเบาหวานด้วยอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : อัมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2559. (12), 311 หน้า. (ชุดชีวิตและสุขภาพ ลำดับที่ 113) 1.เบาหวาน 2.โภชนบำบัด 3.การปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วย 4.การดูแลสุขภาพตนเอง. 616.462 ศ7บ6 2559. ISBN 978-616-18-7741-9.

 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

เลือกซิลิโคนอย่างไรให้รับกับใบหน้า

TheMirror.Co

ต้องอ่าน! หลัก 4R คงความอ่อนเยาว์ให้กับใบหน้า

TheMirror.Co

“ร้อยไหม” หน้าเรียวกระชับได้ ไม่ง้อมีดหมอ

TheMirror.Co

Leave a Comment