รู้ก่อน ปิ๊งก่อน 5 วิธี ลดริ้วรอยใต้ตา ไม่ให้หน้าหมองคล้ำ

ใต้ตาดำ หรือเรียกกันว่า ตาหมีแพนด้า นั้นคือปัญหาหนักใจของสาวๆ ทุกคนอยู่แล้ว
แต่อีกปัญหาหนึ่งที่ตามมา นั่นก็คือ “ริ้วรอยใต้ดวงตา” นี่แหละค่ะ

พอเราอายุมากขึ้น เป็นธรรมดาที่รอบตาเราจะเริ่มเหี่ยวย่น ดูไม่สดใส ซึ่งนอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นตามวัยแล้ว
สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดรอยย่นรอบใต้ตา ก็คือ พฤติกรรมชอบขยี้ตา หรือถูตาเป็นระยะเวลานานๆ
หรือการแสดงอารมณ์ต่างๆ บนใบหน้าที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน
รวมทั้ง อาการภูมิแพ้ อาหารการกิน และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันไปของแต่ละคนด้วย

เดอะมิลเลอร์ จึงมีทริกเด็ดๆ ที่จะมาเติมความเต่งตึง ให้กับผิวรอบดวงตาของสาวๆ ค่ะ

5 วิธี ลดรอยย่นใต้ตาทำได้โดย

1. ฉีดโบท็อกซ์ (Botox)
คือสุดยอดวิธีรักษาริ้วรอยใต้ตาที่เป็นริ้วเล็กๆ และรอยตีนกาอย่างได้ผล ภายใน 1-2 สัปดาห์ หลังทำ
โดยโบท็อกซ์จะมีคุณสมบัติทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเกิดการคลายตัวชั่วคราว ทำให้ริ้วรอยจางลงอย่างชัดเจน
การฉีดโบท็อกซ์นี้ จะเหมาะกับคนที่ใช้สารพัดครีมใต้ดวงตามาแล้วแต่ไม่ได้ผล แต่ต้องฉีดซ้ำทุกๆ 6-8 เดือน และฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะถ้าฉีดมากเกินไป ก็จะทำให้ใต้ตาดูตึงและยิ้มไม่เป็นธรรมชาติ

2. ฉีดฟิลเลอร์ (Filler)
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยใต้ตาค่อนข้างเยอะและมีปัญหาร่องใต้ตาไม่ลึก หรือกว้างมากนัก เพื่อเติมเต็มแอ่งใต้ตาให้ตื้นขึ้น ลดรอยเหี่ยวย่นใต้ตา หรือร่องใต้ตาลึก แล้วก็เพื่อให้ใต้ตาดูอวบอิ่มสดใสมากขึ้นกว่าเดิม โดยสารที่นำมาฉีด เป็นสังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับสารที่มีอยู่ในร่างกาย อย่างไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid – HA) ซึ่งสามารถสลายไปได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์จะต้องฉีดซ้ำทุกๆ 6-8 เดือน หลังฉีดแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที
ถือเป็นวิธีที่ได้ผลดีและรวดเร็ว

3. การฉีดไขมันใต้ตา (Fat Transfer)
วิธีนี้จะนำไขมันตัวเอง เช่น หน้าท้อง หรือต้นขามาฉีด เหมาะสำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์แล้วเอาไม่อยู่ ช่วยทำให้ผิวกระชับเต่งตึงและเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือผลกระทบหลังการฉีด
แต่วิธีนี้ ควรใช้คนที่มีริ้วรอยใต้ตาลึก ร่องใต้ตาลึกและกว้าง ซึ่งต้องทำโดยแพทย์ที่ชำนาญเท่านั้น

4. เลเซอร์ใต้ตา
เป็นการใช้เลเซอร์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เพื่อทำให้รอยย่น ค่อยๆ จางลงได้
ซึ่งวิธีนี้ จะเห็นผลได้ดีกับริ้วรอยที่ไม่ลึกมากนัก แต่จะเห็นผลค่อนข้างช้า อย่างน้อยประมาณ 2-3 เดือน
การเลเซอร์นั้นจะมีอาการร้อนเล็กน้อย ทำให้หลังทำเลเซอร์แล้ว อาจมีอาการบวมแดง ตึงๆ อยู่สักประมาณ 15-20 นาที

5. รักษาด้วยคลื่นวิทยุ (Radio Frequency – RF)
RF เป็นเครื่องมือช่วยเสริมการรักษาร่วมกับการรักษาอื่นๆ เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือโบท็อกซ์ ซึ่งสามารถช่วยรักษาเรื่องริ้วรอย ผิวหนังหย่อนไม่กระชับบนใบหน้า และริ้วรอยรอบดวงตาได้
โดยใช้หลักการทำงานด้วยความร้อนปล่อยคลื่นไฟฟ้าอ่อนๆ ในรูปของคลื่นความถี่วิทยุ ที่จะไปช่วยเพิ่มอุณหภูมิของผิวหนังในชั้นหนังแท้ซึ่งมีคอลลาเจนอยู่ให้เกิดการกระชับตัวและกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ในระยะยาว
ทำให้ปัญหาริ้วรอยลดลงได้และอยู่ได้นาน เมื่อทำการรักษาตั้งแต่ 4-6 ครั้งขึ้นไป

ปัญหารอบดวงตานั้นเป็นปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อน
เนื่องจากหลายคนไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเท่านั้น อาจเกิดจากหลายสาเหตุพร้อมกัน ทำให้ต้องรักษาหลายวิธีเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ดังนั้นการดูแลรักษาผิวหนังรอบดวงตาตั้งแต่เยาว์วัย จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยป้องกันและชะลอการเกิดปัญหานี้ได้เมื่อเราอายุมากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง
www.trueplookpanya.com/blog/content
www.goodlifeupdate.com/healthy-body/health-education
www.medthai.com
www.thairath.co.th/content/1398522

สถานที่ศัลยกรรมใกล้ๆ คุณ

{{ clinic.title }} (ระยะทางจากคุณตอนนี้ {{ clinic.distance }} km)

{{ clinic.excerpt }}
{{ clinic.address }}
loading...
Loading...

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

รู้ไว้ก่อน “เสริมจมูก” สวยจบในครั้งเดียว

TheMirror.Co

รู้ไว้ก่อน “เสริมคาง”

TheMirror.Co

3 คลินิกใกล้ MRT สวยครั้งนี้ เดินทางสบาย

TheMirror.Co

Leave a Comment